ศิลปินหนุ่มที่มีเอกลักษณ์อย่างไม่มีใครเหมือน Alec Orachi เขากลับมาอย่างเงียบสงบ ไม่มีการทำคอนเท้นสนุกสนานใดๆ มีเพียงสามเพลงที่ถูกปล่อยออกมาพร้อมกันอย่างเงียบๆ เหมือนเป็นการบอกเล่าเรื่องราวภายในจิตใจของเขาให้กับคนที่อยากรับฟังจริงๆ เพียงเท่านั้น
ทั้งสามเพลงเหมือนจะพาเขากลับไปสูรากเหง้าเดิม แฟนเพลงที่ติดตาม Alec มาตั้งแต่ช่วงแรก อาจจะรู้สึกว่าเขากลับมาแล้ว แต่ผมคิดว่า คราวนี้มันไม่เหมือนกัน มันไม่ใช่เรื่องของสไตล์ดนตรี เขาไม่ใช่ sad boy คนนั้น ไม่ใช่ไอ้หนุ่มหมวกเหลืองจอมซ่า เขาปลดเปลื้องทุกอย่างออกไปหมดแล้ว
ท่วงทำนอง จังหวะต่างๆ ล้วนสร้างและประกอบมาจากชิ้นส่วนในร่างกายของเขาทั้งสิ้น โดยไม่ต้องพูดอธิบายใดๆ นี่คืองานที่ไม่ต้องเอา Genre ของดนตรีมาตีตรา หรือแม้แต่จะไม่นิยามนี่คือศิลปะแขนงดนตรี เป็นเพียงการขีดเขียนอย่างอิสระ ผมว่าตัวเขาเองก็คงจะไม่ขัดข้องใดๆ
“through THICKTHin” คือแทรคที่ดูมีพลังงานมากสุด บอกเล่าภาวะทางจิตใจของเขาอย่างตรงไปตรงมา การยอมรับความอ่อนต่อโลกอย่างจำนน ดำเนินไปกับไลน์เบสที่เหมือนเป็นจังหวะชีพจรชีวิตของเขา ก่อนจะเริ่มเว้าแหว่ง ผุพังลง กับเพลง “soon..ไอ CAN” เขาดูเหมือนเด็กหนุ่มในร่างจำแลงของศิลปินคลาสสิค ที่บรรเลงอยู่หน้ากระจกในห้องนอน และสุดท้าย ทุกอย่างนั้นพังทลายโดยสมบูรณ์กับเพลง “since 1ที่Jer” มันคือเพลงที่ขับเคลื่อนไปอย่างทุลักทุเล แต่กลับรู้สึกงดงามไปทุกท่วงทำนอง ทั้งที่มันคือความไม่สมบูรณ์ที่คนอาจจะเบือนหน้าหนี แต่Alec ดูจะยอมรับและเลือกที่จะแสดงสิ่งเหล่านี้ให้คนได้เห็น เขาไม่ได้ต้องทำเพื่อเอาใจความคาดหวังหรือเพลย์ลิสต์ใดๆอีกต่อไป
เหมือนเขาออกจากห้องนอนของเขา ไปเผชิญโลกกว้าง ไปสื่อสาร ไปสนุกสนาน ไปสร้างแรงบัลดาลใจให้กับคนเจเนอเรชั่นใหม่ จนเขาเริ่มหมดแรง และหันกลับกลับไปลำพัง เพื่อจะพบคำตอบว่า เขาก็ยังเป็นไอ้เด็กหนุ่มเงียบๆคนนั้น นั่งอยู่ตรงมุมห้องนั้นเหมือนเดิม